โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย • แสดงกระทู้ - คนที่เป็นหมอ

คนที่เป็นหมอ

สารพัดเรื่อง ที่เข้ากับหัวข้ออื่นไม่ได้ ส่งมาได้ที่หัวข้อนี้

คนที่เป็นหมอ

โพสต์โดย moragot เมื่อ 21 พ.ค. 2005, 01:29

คนที่เป็นหมอใช่ว่าจะมีแต่วิชาความรู้ในยา และรู้จักโรคอย่างเดียวนั้นเมื่อไร ควรต้องเป็นคนที่มีอัธยาศัยอันเรียบร้อยเป็นที่พอใจของคนทั้งหลายด้วย จึงจะเป็นหมอดีได้ ถ้าเป็นแต่รู้วิชาของหมอ แต่ไม่เป็นผู้มีความโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลายแล้ว ก็ไม่มีใครนับถิอ ย่อมทำความรู๋ของตนให้เสื่อมไปด้วย ไม่มีใครหาไปรักษา ลาภผลจะมีมาแต่ไหน เพราะฉะนั้น หมอจึงต้องเป็นคนมีอัธยาศัยดี

หมอที่ดีนั้นย่อมประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ เป็นต้น คือ ๑. มีเมตตาจิตแกคนไข้.... ๒. ไม่เห็นแก่ลาภ..... ๓. ไม่เป็นคนโอ้อวด.... ๔. ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้.... ๕. ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น.... ๖. ไม่หวงกันลาภผู้อื่น.... ๗. ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้งสื่.... ๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม..... ๙. มีหิริโอตตัปปะ.... ๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย.... ๑๑. มีโยนิโสมนัสิการ.... ๑๒. ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยความมัวเมา....

จากตำราเวชศึกษาของพระยาพิศณุประสาทเวช
moragot
 
โพสต์: 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 พ.ย. 2003, 05:25

โยนิโสมนสิการ: คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน

โพสต์โดย big_T เมื่อ 28 พ.ค. 2005, 03:26

โยนิโสมนสิการ: คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน

โดย ศ.พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

ข้อมูลจาก วารสารข้าราชการ ปีที่ 48 ฉบับที่ 5 ธันวาคม-ตุลาคม 2546


มีวิธีคิดอย่างหนึ่งที่จะกล่าวถึงในวันนี้คือ คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ว่ากันว่าชีวิตคนเรานั้น มีอยู่ชั่วขณะจิตเดียว ไม่ได้ยืนยาวอะไร ดังที่เราหลงเข้าใจกัน อ้าว! ไม่ได้พูดเล่นนะครับ พระท่านว่า คนเราเกิดแล้วตาย เกิดแล้วตายสืบต่อเนื่องกันไปทุกขณะจิต ระยะเวลาระหว่างเกิดไปถึงตายนั้น กินเวลาชั่วขณะจิตเดียว อย่างนี้จะไม่เรียกว่า ชีวิตมีอยู่ชั่วขณะจิตเดียวอย่างไรได้ จริงไหม


ทั้งๆ ที่คนเราตายวันและไม่รู้ร้อยกี่พันหน แต่ที่ไม่ตายจริงๆ ยังดำรงอยู่ได้นั้นก็เพราะเมื่อมันตายแล้ว มันเกิดใหม่ทันที "ความถี่" มันสูง มันติดต่อเป็นกระแสเดียวมันก็เลยดูเสมือนไม่มีเกิดไม่มีตาย ชีวิตจึงดำรงอยู่ได้


ยกตัวอย่างเหมือนเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ต่อหน้าเรา (สมมติว่าเราก่อกองไฟผิงในยามหนาว แหมยกบรรยากาศ "คันทรี" เชียว เรานึกว่ามันเป็นเปลวเดียว แท้ที่จริงแล้วมันไม่รู้กี่เปลวต่อกี่เปลว ลุกแล้วดับ ลุกแล้วดับอยู่อย่างนั้น ที่สายตาเราเห็นเป็นเปลวเดียวก็เพราะความถี่ของเปลวที่ลุกดับนั้นมันสูงมากฉันใดก็ฉันนั้น


ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้วจะไม่กังขาเลย เมื่อพระท่านว่าคนเรานั้นเวียนว่ายตายเกิดวันละไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชาติ ภายในวันเดียว ท่านหมายเอาการเกิดและตายชั่วขณะจิตนี้เอง


และเมื่อเราเข้าใจการตายเกิดแบบนี้ เราก็จะเข้าใจถึงหลัก "อนัตตา" คือภาวะที่ไร้ตัวตน คือเข้าใจว่าเมื่อมันเกิดๆดับๆ อยู่อย่างนี้ตลอด แล้วมันจะหา "ตัวตน" ได้ที่ไหน ที่เราเรียกกันว่า "ตัวตน" (แขกเรียกว่า "อาตมัน วิญญาณ" ฝรั่งเรียกว่า "โซล") นั้นเรา "นึก" ว่ามันมีเท่านั้นเอง แท้ที่จริงมันไม่มี


พูดมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจแย้งว่าแล้วที่เราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ในแง่ที่ตายจากโลกนี้แล้วเกิดในชาติหน้า ก็ไม่มีละสิ ขอตอบว่า มี การตายและการเกิดชนิดที่ข้ามภพข้ามชาติอย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็สอนไว้ เพียงแต่ว่าไม่ได้สอนว่าร่างกายตายแล้ว "ตัวตน" หรือ "วิญญาณ" มันไม่ตายด้วย มันออกจากร่างไปหาที่เกิดใหม่ ไม่ได้สอนแบบนี้ เพราะ "วิญญาณ" ในทรรศนะพระพุทธศาสนามิใช่สิ่งที่เป็นอมตะดังที่เราเข้าใจ มันก็เกิดๆดับๆ อยู่ตลอดเวลา มันเองก็หาตัวตนมิได้


ขอยกตัวอย่าง เวลาที่นาย ก. ตายไปเกิดเป็นนาย ข. มิใช่ว่า นาย ก. (วิญญาณของนาย ก.) เป็นอมตะละร่างเก่ามาสิงร่างใหม่ ดุจดังคนถอดเสื้อตัวเก่ามาใส่เสื้อตัวใหม่ อะไรทำนองนั้น มันเป็นเพียงการสืบเนื่องระหว่าง นาย ก. กับ นาย ข.


นาย ข. สืบเนื่องมาจาก นาย ก. มิใช่คนเดียวกัน และมิใช่คนละคน อ๊ะ พูดยังไง ไม่รู้ ฟัง รู้สิครับ ถ้าคิดให้ลึก


ในอดีตพระเถระนามว่า นาคเสน ได้วิสัชนาให้พระยามิลินท์ (กษัตริย์กรีก) เมื่อประมาณ พ.ศ. 600 ฟังโดยยกอุปมาอุปไมยมาแถลงว่า


สมมติว่านายเบื๊อก (นามสมมติ ผม สมมติเอง) เอาเมล็ดมะม่วงเพาะไว้ต่อมามันก็งอกขึ้นเป็นลำต้นใหญ่ให้ดอกให้ผล นายบ๊อง (สมมติอีกครับ) แกย่องไปขโมยผลมะม่วงไปกินผลหนึ่งถูกจับได้ นายบ๊องก็แก้ตัวว่า เขามิได้ขโมยมะม่วงของนายเบื๊อก


นายเบื๊อกบอกว่า มะม่วงนี้เป็นของเขาเพราะเป็นคนปลูกมันไว้ นายบ๊องเถียงว่า เมล็ดที่นายเบื๊อกปลูกนั้น มันคนละเมล็ดกับมะม่วงผลที่เขาเอาไป จะหาว่าขโมยมะม่วงของตนได้อย่างไร


พระนาคเสนหันมาถามพระยามิลินท์ว่า คำแก้ตัวของนายขี้ขโมยนั้น ฟังขึ้นหรือไม่ พระยามิลินท์ตอบว่า ฟังไม่ขึ้น ก็ผลที่เขาขโมยก็สืบเนื่องมาจากเมล็ดที่เจ้าของเขาปลูกไว้นั้นเอง


พูดให้เป็นปรัชญาก็ว่า มะม่วงผลนั้นกับเมล็ดที่เขาปลูกไว้ จะว่าเป็นเมล็ดเดียวกันก็ไม่ใช่ คนละเมล็ดก็ไม่เชิง


เมื่อเข้าใจการตายเกิดแบบนี้แล้วข้อกังขาว่า นาย ก. ทำกรรมไว้ในชาติก่อน ทำไม นาย ข. ในชาตินี้จึงต้องมารับผลกรรมทั้งๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ถ้าเข้าใจแล้วก็ร้องได้คำเดียวอย่างที่อดีตนายกฯ นักซิ่งชอบพูดบ่อยๆ ว่า "ไม่มีปัญหา"


ผมก็ฝอยมาเสียยืดยาว เพียงแต่จะบอกว่าชีวิตเรานั้นสั้นนิดเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จัก ?อยู่กับชีวิต? อันสั้นนี้ให้คุ้มค่า การจะอยู่กับชีวิตอย่างคุ้มค่า หรือรู้จักมีชีวิตอยู่อย่างคุ้มค่าก็คือ อยู่กับปัจจุบันคิดแบบอยู่ในปัจจุบัน


ท่านผู้รู้ได้อธิบายความหมายของการคิดแบบอยู่ในปัจจุบันไว้ลึกซึ้งมาก ขอนำมาถ่ายทอดดังนี้ (ต้องอ่านอย่างพินิจพิจารณาหน่อยนะครับ จึงจะแจ่มแจ้ง)


ข้อที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ก็คือ การที่มีผู้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของการเป็นอยู่ในปัจจุบันหรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ โดยเห็นไปว่าพระพุทธศาสนาสอนให้คิดถึงสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้ากำลังเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ให้คิดพิจารณาเกี่ยวกับอดีตหรือวางแผนงาน เพื่อกาลภายหน้าเมื่อเข้าใจผิดแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติผิดจากหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นบุคคลภายนอกมองเข้ามา ก็เลยเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดจากความเป็นจริง กล่าวโดยสรุปความหมายที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับปัจจุบัน อดีต และอนาคต สำหรับการใช้ความคิดแบบที่ 9 นี้ มีดังนี้


ลักษณะสำคัญของความคิดชนิดที่ไม่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ความคิดที่เกาะติดกับอดีตและเลื่อนลอยไปในอนาคตนั้น หรือพูดอย่างภาษาสมัยใหม่ว่าตกอยู่ในอำนาจอารมณ์ โดยมีอาการหวนละห้อยโหยหาอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว เพราะความเกาะติดหรือค้างคาในรูปใดรูปหนึ่ง หรือเคว้งคว้างเลื่อนลอย ฟุ้งซ่านไปในภาพที่ฝันเพ้อปรุงแต่ง ซึ่งไม่มีฐานแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะอึดอัด ไม่พอใจสภาพที่ประสบอยู่ ปรารถนาจะหนีจากปัจจุบัน


ส่วนความคิดชนิดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีลักษณะที่พูดสั้นๆ ได้ว่า เป็นการคิดในแนวทางของความรู้ ความคิดด้วยอำนาจปัญญา ถ้าคิดในแนวทางของความรู้ หรือ คิดด้วยอำนาจปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปอยู่ในขณะนี้ หรือ เป็นเรื่องล่วงไปแล้วหรือเป็นเรื่องของกาลภายหน้า ก็จัดเข้าในการเป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่าความรู้ การคิด การพิจารณาด้วยปัญญาเกี่ยวกับเรื่องอดีตปัจจุบันหรืออนาคตก็ตามเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีความสำคัญตามหลักคำสอนของพระพุทธศานาในทุกระดับ


ว่าโดยความหมายทางธรรมนั้น การฝึกอบรมทางจิตใจที่แท้จริง คำว่าอดีตปัจจุบันและอนาคต ก็ไม่ตรงกับความเข้าใจของคนทั่วไป คำว่าปัจจุบันตามที่คนทั่วไปเข้าใจ มีการครอบคลุมกาลเวลาช่วงกว้างที่ไม่ชัดเจน ส่วนในทางธรรม เมื่อว่าถึงการปฏิบัติทางจิต ปัจจุบัน หมายถึงขณะเดียวที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอยู่ ในความหมายที่ลึกซึ้งนี้เป็นอยู่ในปัจจุบัน หมายถึง มีสติตามทันสิ่งที่รับรู้เกี่ยวข้อง หรือต้องทำอยู่ในเวลานั้นๆ แต่ละขณะทุกๆ ขณะถ้าจิตรับรู้ สิ่งใดแล้วเกิดความชอบใจ หรือไม่ชอบใจขึ้นคิดข้องวนเวียนอยู่กับภาพของสิ่งนั้นที่สร้างขึ้นในใจ ก็เป็นอันตกไปอยู่ในอดีต ตามไม่ทันหลุดหลงไปจากขณะปัจจุบันแล้ว หรือจิตหลุดลอยจากขณะปัจจุบันเกาะเกี่ยวกับภาพสิ่งที่ยังไม่มา ก็เป็นอันฟุ้งไปในอนาคต โดยนัยนี้ แม้แต่ในอดีตและอนาคตตามความหมายทางธรรมก็อาจยังอยู่ในขอบเขตแห่งเวลาปัจจุบันตามความหมายของคนทั่วไป


ตามเนื้อความที่กล่าวมาแล้วนี้ จะมองเห็นความหมายสำคัญแง่หนึ่งของคำว่าปัจจุบันในทางธรรมว่า มิใช่เพ่งเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกภายนอกแท้ทีเดียว แต่หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นๆ เป้ฯสำคัญ ดังนั้น มองอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ตามความหมายของคนทั่วไปว่าเป็นอดีต หรือเป็นอนาคต ก็อาจกลายเป็นปัจจุบันตามความหมายทางธรรมได้ เช่นเดียวกับที่ปัจจุบันของคนทั่วไปอาจกลายเป็นอดีตหรืออนาคต ตามความหมายทางธรรม ดังได้กล่าวมาแล้ว


สรุปก็คือ การคิดแบบอยู่ในปัจจุบันมิได้หมายถึงว่าไม่คิดถึงอดีต ไม่คิดถึงอนาคต การนำอดีตมาเป็นบทเรียน และวางแผนในอนาคตด้วยสติ ด้วยความรอบคอบนั้นแหละเรียกว่า คิดอยู่ในปัจจุบัน พระท่านจึงสอนว่า การจะอยู่ในปัจจุบันให้ได้ดี จะต้องมีสติสัมปชัญญะกับการเคลื่อนไหวทุกอย่าง และคนที่อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นคนทำงานมีประสิทธิภาพ และเป็นคนมีความสุขอีกต่างหากด้วย


เอกสารอ้างอิง วารสารข้าราชการ ปีที่ 48 ฉบับที่ 5 ธันวาคม-ตุลาคม 2546 หน้า 18-24.
ภาพประจำตัวสมาชิก
big_T
 
โพสต์: 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.ย. 2003, 11:08

โพสต์โดย Nuvo03 เมื่อ 23 ก.ย. 2005, 23:38

Good opinion.Good view.
Love by Heart, but don't get the Heart. No heart, No Hurt.
Nuvo03
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2003, 00:24
ที่อยู่: ห้องผ่าตัด


ย้อนกลับไปยัง ปกิณกะ-เบ็ดเตล็ด

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: hum004, ict012 และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน